ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน” แจกเงินช่วยเหลือค่าครองชีพคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิถุนายน - กันยายน 2569) ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่ที่ 7 ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท พบกับ น.ส.ตุ๊กตา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถเดินได้ ทั้งยังเผชิญกับโรคเบาหวาน ความดัน และเบาหวานขึ้นตาจนมองเห็นไม่ชัด โดยมีลูกสาววัย 23 ปี คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้
น.ส.ตุ๊กตา เปิดเผยว่า ปัจจุบันบ้านหลังนี้อาศัยอยู่ร่วมกันถึง 8 ชีวิต ประกอบด้วยตนเอง สามี ลูกสาว หลานชายวัย 3 ขวบ แม่สามีอายุ 67 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวเช่นกัน รวมถึงน้องสาวสามีและลูกเล็กวัย 4 ขวบ กับ 1 ขวบ โดยมีสามีเป็นกำลังหลักเพียงคนเดียวในการหาเลี้ยงครอบครัวจากอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้วันละ 400-500 บาท ซึ่งในระยะหลังประสบปัญหาว่างงานจนต้องเดินทางไปเสี่ยงโชครรับจ้างในต่างจังหวัดได้ยังไม่ถึง 10 วัน ขณะที่รายได้ประจำของครอบครัวมาจากเบี้ยคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของตนเองและแม่สามีรวมกัน ซึ่งท่ามกลางภาวะน้ำมันแพงและค่าครองชีพที่พุ่งสูง เงินสวัสดิการรัฐที่ได้รับเพียงเดือนละ 300 บาท จึงซื้อของกินของใช้ได้น้อยมากและไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิตคนเกือบสิบชีวิตในบ้าน
จากสถานการณ์ดังกล่าว น.ส.ตุ๊กตา จึงอยากวิงวอนไปถึงรัฐบาลว่า ในการจัดสรรสิทธิโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" รอบใหม่นี้ ขอให้ความช่วยเหลือส่งตรงถึงมือกลุ่มผู้พิการและคนยากจนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมามักเห็นคนที่ไม่พิการและมีฐานะดีได้รับสิทธิ ทั้งนี้ หากได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท ตนได้พูดคุยกับลูกสาวแล้วว่าจะนำเงินไปซื้อข้าวสารมาตุนเก็บไว้ 1-2 ถัง พร้อมจัดซื้อสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก สบู่ แชมพู ยาสีฟัน และน้ำมันพืช มาเก็บสำรองไว้ในบ้าน เพราะในยามที่ของหมดคลังและสามีไม่มีรายได้ ครอบครัวตนก็ไม่สามารถไปหยิบยืมเงินทองของคนอื่นมาซื้อได้ เนื่องจากรู้ดีว่าไม่มีปัญญาจะหาเงินจากไหนไปชำระคืนให้เขาอย่างแน่นอน จึงหวังว่ามาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้จะเข้ามาช่วยต่อลมหายใจให้ครอบครัวได้ทันท่วงที : เกวลี เกิดน้อย ข่าว